เกริ่นนำ (โลกของวงเล็บ)

ไม่ค่อยว่าง…

เอ่อ มาอัฟที่ต้องพูดประโยคนี้น่ะ…”

เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาเมื่อถูกขอให้รับงานศาสนาชิ้นหนึ่ง ในห้วงคำนึงนึกคิดของเขา อาจจะกำลังพลุ่มพล่านประหนึ่งคลื่นทะเลในวันพายุเข้า กังวลผลประโยชน์ทางดุนยาอีกมากมายเบื้องหน้า เขาอาจจะมาอัฟผมเพราะต้องพูดประโยคนี้กับงานที่อัลลอฮฺมอบหมายมา และเลือกเขา… ผมเข้าใจเขาดี เพราะในโลกของนักศึกษาแล้ว พวกเราจักต้องแข่งขันในเรื่องการเรียนอย่างเลือดตกยางออก ยิ่งในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาอยู่เพื่อตัวเอง และออกค่ายเพียงเพื่อสั่งสมปริมาณทรานสคริปอันเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมที่มหาวิทยาลัยประดิษฐ์ขึ้นเป็นการประกันนักศึกษา หรือเพื่อให้นักศึกษาหลอกตัวเองว่า ตนนั้นเป็นนักกิจกรรมและทำงานเพื่อสังคมแล้วนั้น บางที ผมควรเข้าใจมหาวิทยาลัยที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะอาจจะมืดแปดด้านแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้นักศึกษาพวกนี้เรียนและอยู่สู้เพื่อสังคม เพื่อคนจน เพื่อคนที่ลำบากกว่า เหมือนนักศึกษารุ่นพ่อรุ่นแม่เขาที่ทำหน้าที่ต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมจากรัฐบาลเผด็จการเพื่อให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ปกติสุข แน่นอนพวกเขาทำด้วยสำนึกจากหัวใจ โดยไม่ได้รับชั่วโมงกิจกรรม หนำซํ้ายังถูกรังเกียจเดียดฉันจากมหาวิทยาลัย หรือพวกผู้ใหญ่เอาเปรียบในสังคม ซึ่งถูกยกย่องและหนีความผิดได้เพียงเพราะฐานะที่รํ่ารวย และการศึกษาที่สูงโลด เหยียบยํ้าศักดิ์ศรีของผู้ที่ยากจนและลำบากกว่า แม้ว่าจะเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันก็ตาม

ในชีวิตของนักศึกษามุสลิมก็เช่นกัน บางคนก็เลือกที่จะทุ่มเทกับการเรียนอย่างเต็มที่(อย่าลืมบอกว่าเพื่ออิสลาม?) พลัดงานศาสนาอีกมากมายซึ่งตนมีศักยภาพที่สามารถจะทำได้ ณ เวลานั้น เอาไว้ในภายภาคหน้าหลังเรียนจบ แต่บางคนก็เลือกที่จะทุ่มเททั้งสองอย่างในวัยของนักศึกษาทั้งงานในร่มและกลางแจ้ง จะเหงื่อเล็ดหรือไหลเปียกโชก เพราะไม่อาจแน่ใจได้ว่าเขาจะมีชีวิตอีกหลังจากวันแรกของการจบการศึกษา การประวิงความเสี่ยงที่คาบเกี่ยวกับความตายที่ยังไม่มีผลงานโชว์อัลลอฮฺของคนประเภทแรก กับการพยายามแลกเวลาแห่งความสุขส่วนตัว ไขว่คว้าพุ่งทะยานสู่ฟ้าของคนประเภทที่สอง ซึ่งแม้ไม่อาจเอื้อมถึงดวงจันทร์อย่างน้อยก็ได้อยู่ท่ามกลางของหมู่ดวงดาวนั้น อย่างไหนกันที่เราควรจะเลือก

พวกเราใช้เวลาในการคิดเรื่องนี้ แม้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นแบบไหนก็ตาม วารสารสมิอฺนาวะอตออฺนา ที่พี่น้องเคยได้อ่านกับตาหรืออย่างน้อยๆถ้าไม่เคยอ่าน ก็อาจได้ยินหึ่งๆผ่านหูมาบ้างนั้น เดินทางมาถึงเล่มที่ 8 แล้วในเล่มก่อน ที่อยู่ในมือพี่น้องขณะนี้ เป็นรวมข้อเขียนคัดสรรของสมิอฺนา ที่เราเต็มใจนำเสนอ แม้ว่ามันอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ที่เราอาจต้องหยุดเดินเครื่องแค่เล่มนี้ ด้วยเหตุผลเดิมๆว่า ไม่ค่อยว่างที่จะทำนั้น… แต่มันก็เป็นเคสตัวอย่างที่เป็นจริง ดั่งที่ท่านฮุไซฟะฮฺ(ร.ฎ.)เคยถามท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)ว่า หลังจากอิสลามรุ่งโรจน์แล้ว จะตกตํ่าต่อกระนั้นหรือ ท่านตอบว่า ใช่แล้ว…ฮุไซฟะฮฺ จะเป็นเช่นนี้แหละสลับกันไปจนถึงวันกียามัต* แม้พวกเราไม่ถึงขนาดที่จะเรียกตนเองได้ว่านักทำงานศาสนา แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)กำหนดให้ชัดเจนแล้วว่า มีขึ้นก็ต้องมีลง มีให้เห็นต่อไปก็ต้องไม่มีให้เห็น นี่สิน่ะ ทำไมศาสนาถึงบอกว่าจะมีนักฟื้นฟูอิสลามปรากฏบนโลกนี้ทุกๆร้อยปี ทำไมไม่ส่งมาทุกๆปีให้ทุกๆปีนั้นรุ่งโรจน์

ท่ามกลางกลิ่นอายของความเหนื่อยล้า พร้อมๆกับความเจ็บใจในความคิดและอัตตาที่เคยฝังแน่นในตัวตน ที่ในอดีตเคยน้อยใจต่อการลดกำลังแรงในการทำงานศาสนาของคนที่อยู่ในสถานะรุ่นพี่ วันนี้เมื่อผมต้องเป็นรุ่นพี่บ้าง ภาระต่างๆทางดุนยามันรุมเร้าเสียจนต้องสยบต่อมันหลายครั้งหลายคราผมเหมือนคนแก่คนหนึ่งที่ทำตัวอยู่แต่ในออฟฟิศตากแอร์ ให้คำปรึกษาหรือรับจ้างนาศีหัต เพียงเพื่อจะปลอบใจตนเองว่าตนยังทำงานศาสนาอยู่ และให้น้องๆเป็นแรงงานต่างแดดตากฝนทำงานกัน…

วันหนึ่งผมได้กลับไปบ้านเกิด ขณะขับรถพาหลานรักเที่ยวเล่นในเมืองนั้น ผมขับผ่านร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ระเบียงร้านด้านนอกมีผู้หญิงสองคนใส่ฮิญาบเรียบร้อย หน้าตายิ้มแย้ม นั่งรอใครบางคนซึ่งอาจจะเป็นคุณพ่อที่ไปเอารถยนต์มารับ ผู้หนึ่งคงเป็นแม่ อีกคนคงเป็นผู้ลูก ในมือของเด็กหญิงผู้ลูกมีหนังสือเล่มหนึ่ง ผมเห็นนิ้วโป้งของเธอแทรกอยู่ในเนื้อใน นิ้วชี้และนิ้วมือที่เหลือประคองส่วนที่เหลือของหนังสือไว้ เธอนั่งอ่านอยู่หน้าร้านอย่างตื่นตาตื่นใจเสมือนได้รับของมีค่าบางอย่างมาเป็นของตนเอง มันเป็นหนังสือที่ผมจำได้ดีทีเดียว หญิงสาวท่าทางแต่งกายเป็นคนอัยคุปต์ก้มตัวเบาๆเพื่อโอบอุ้มทารกน้อยในตะกร้าลอยนํ้าหลังพระราชวังอันใหญ่โตของฟาโรห์ เธอคือท่านหญิงอาซียะห์ ภรรยาของฟาโรห์ที่ได้รับสรวงสวรรค์จากพระเจ้าเป็นสิ่งตอบแทนในการเลี้ยงดูศาสนฑูตมูซา(อลัยฮิสลาม)นั้นเอง หน้าปกที่แปลกตาของหนังสือเล่มนี้ กับเนื้อหาชีวิตประวัติศาสนฑูตมูซาข้างในในรูปแบบการ์ตูนนั้น ยังตราตรึงอยู่ในใจ มิเสื่อมคลาย

ย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่แล้ว ของเด็กชายคนหนึ่ง ในทุกเย็นยํ้า พ่อและแม่จะไปรับเขาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตลาดเก่า ตัวเมืองยะลา พ่อเขาคือแบบอย่างของนักอ่านตัวยง แม่คือแบบอย่างของความเข้าใจลูกน้อยที่ดีเยี่ยม 10 กว่าปีที่แล้ว ที่ร้านหนังสือแห่งนี้ กับแม่และพ่อ ไม่ใช่ความบังเอิญแน่นอนที่วันนั้นเด็กชายคนนี้ก็เลือกซื้อหนังสือเล่มนั้นเช่นกัน ในวัยเด็กเวลานั้น เพียงแค่หน้าปกรูปการ์ตูน ก็ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในบรรดาหนังสือศาสนาที่แม่ให้เลือกหยิบเอาแล้ว มันคือจุดเริ่มต้นของความชอบที่จะ อ่านหนังสือศาสนา และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้อยากทำงานศาสนาเมื่อโตเป็นหนุ่มขึ้นขณะที่ต้นกล้าต้นใหม่ถูกปลูกขึ้นอย่างทะนุถนอม อีกต้นที่แก่ชราและคิดจะยอมแพ้ที่จะยืนหยัดทำงานศาสนาในสังคมปัจจุบัน ก็กำลังพลัดใบตนเองอย่างช้าๆ

ภาพที่เห็นหน้าร้านหนังสือวันนั้น…อัลลอฮฺจะอธิบายให้ผมในระดับปัจเจกถึงหะดีษของท่านฮูไซฟะฮฺ ว่าเด็กหญิงคนนั้นคือการกลับมาของความรุ่งโรจน์และผมคือความตกตํ่าที่กำลังจะหายไป หรืออัลลอฮฺจะบอกผมว่า ถ้าผมไม่ทำงานต่อ อัลลอฮฺก็จะลืมผมไป และจะหาคนอื่นมารับใช้พระองค์แทน

ผมขับรถผ่านร้านหนังสือแห่งนั้น แม้หลานรักข้างหน้าจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบข้างอย่างสนุกสนาน แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกเหมือนขนลุกซู่ ในหมวกกันน็อกซึ่งสามารถปกปิดตัวตนผ่านใบหน้าของผมจากสังคมภายนอกนั้น ผมร้องไห้และยิ้มออกมาอย่างสับสน…

บารอกัลลอฮุฟีกุม มุหัมมัด บิน นุหฺ

* “ท่านฮุไซฟะฮฺ(รอฏิยัลลอฮุอันฮุ)ถามรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)ว่า “โอ้ ท่านศาสนฑูต หลังจากมุสลิมตกต่า จะมีโอกาสสูงส่งอีกไหม” ท่านตอบว่า “ไช่ โอ้ ฮุไซฟะฮฺ” เเล้วท่านฮุไซฟะฮฺก็ถามอีกว่า “หลังจากอิสลามสูงส่ง อิสลามจะตกต่าอีกไหม” ท่านตอบว่า “ไช่ โอ้ ฮุไซฟะฮฺ” หลังจากนั้นท่าน ฮุไซฟะฮฺถามต่ออีกว่า “หลังจากตกต่าจะสูงส่งอีกไหม” ท่านกล่าวตอบว่า “ไช่ ฮุไซฟะฮฺ หลังจากตกต่า อิสลามจะสูงส่งอีก เเต่หัวใจของมนุษย์จะไม่เหมือนเดิม” ฮุไซฟะฮฺจึงเรียนถามต่อไปว่า “หากฉันอยู่ถึงยุคที่ว่าอิสลามสูงส่ง เเต่หัวใจของมนุษย์ไม่เหมือนเดิม ฉันจะทาอย่างไร” ท่านรอซูลกล่าวว่า สองอย่างจะทาให้ท่าน โอ้ ฮุไซฟะฮฺ ปลอดภัย อย่างเเรกคือ ท่านจงปลีกเข้าไปอยู่ในป่า (จงออกห่างจากกลุ่มต่างๆ ทั้งหมดถึงแม้ว่าท่านต้องกัดรากไม้ จนกระทั่งความตายมาประสบกับท่าน โดยที่ท่านอยู่ในสภาพดังกล่าว – รายงานโดยอิมามอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 3606, มุสลิม หมายเลขหะดีษ 1847 สานวนหะดีษท่อนนี้เป็นของท่าน) เพื่อหนีให้พ้นจากวัตถุ หรือท่านจงหนีความยิ่งใหญ่ของโลกดุนยา อย่างที่สองคือพวกท่านจงอยู่ภายใต้ผู้นำ เเละจงเชื่อฟังผู้นำของพวกท่าน”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s